วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

พระพุทธรัตนมงคลมุณีศรีอุบล บ้านชาติ ต.บ้านไทย อ.เขื่องใน จ.อุบลฯ


พื้นที่การประกอบสร้าง...ศูนย์รวมแรงศรัทธา

BY  Mantana



วัด คือ ศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน
วัด คือ สถานรวมสิ่งที่ปรารถนา
วัด คือ ที่สร้าง..สร้างแรงศรัทธา
วัด คือ ศาสน สถาน.. ของมวลชน

............................................................................................

ฉันคือคน...คนหนึ่ง... ที่หวังสร้าง
ตามเส้นทางพุทธองค์แถลงไข
ฉันได้เห็น...เห็นคนอื่น...ทุกช่วงวัย
ต่างเดินไป...ไปตามทาง...พุทธองค์
..


............................................................................................

พวกเขา...พวกเขา  คือชาวบ้าน
พวกเรา...พวกเรา  คือลูกหลานในบ้านเขา
ทั้งพวกเรา...พวกเขา...ก็เป็น "เฮา"
"เฮา"  ที่เรียก "ข่อย-เจ้า" ในถิ่นชน

เฮาเป็นเหมือนพี่น้องในหมู่บ้าน
เฮามีหลาน มีลูก ไว้เว้าจ่ม
เฮาฮู้จักติเตือนและชื่นชม
เฮาเป็นพรม..ที่ปูสร้าง..ทางชีวี

เฮาสอนลูก สอนหลาน ให้รู้คิด
สิ่งถูกผิดให้แยกออกจะสุขขี
หมั่นเข้าวัดทำบุญนี่ล้วนดี
สร้างวิถีการครองตน...ด้วยพระธรรม

เมื่อถึงคราหน้าบุญ..บุญผ้าป่า
ลูกหลานหวนกลับคืนมาถึงเช้าค่ำ
ชำระจิตทั้งกายที่กระทำ
แล้วเทิดบุญหนุนนำให้แก่ตน

รวบรวมทรัพย์รอสร้างพุทธรุูป
จุดเทียนธูป มาลา อีกไม้ผล
เสียงและภาพพระท่านสวดได้ยินยล
ฉลององค์ปฐมฤกษ์วางศิลา







มีพระครู  เจ้าอาวาส ภายในวัด
เป็นดั่งพัด..พัดร่มโพธิ์ ทรงคุณค่า
นำชาวบ้านสร้างกุศลต่างนานา
ชาวประชาปลื้มปริ่มอิ่มในบุญ




ไม่เพียงแค่...แค่เท่านี้ตามที่เห็น
แต่ยังเป็นรอยยิ้มสุขเอื้อเกื้อหนุน
ความร่วมมือสามัคคีเป็นฐานทุน
ส่งให้รุ่น..รุ่นต่อรุ่น..ประพฤติตาม



ความร่วมมือของชาวบ้านจากวันนั้น
อำนวยพลัน..พลันเกิสุดขในสยาม
สยามเฮา...มีพระพุทธรัตน สง่างาม
ทั่วเขตคามได้กราบไหว้เป็นมงคล
........
.......
.......





"เชิญหมู่เจ้า  ไปยามเฮา แหน่เด้อจ้า"





วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559

โนนยาง บ้านทุ่งใหญ่ ต.บ้านไทย อ.เขื่องใน จ.อุบลฯ


ฉันเชื่อ..ในแรงศรัทธา

BY  Mantana


การประกอบสร้างวัตถุและศาสนสถานต่างๆ คือ แรงพลังอันเกิดขึ้นจากความศรัทธาของบุคคล นำไปสู่การสร้างสิ่งจรรโลงใจภายใต้ความเชื่อและวัฒนธรรมของหมู่บ้าน ซึ่งเรื่องราวต่อจากนี้ก็เช่นกัน ฉันขอนำเสนอผ่านการรวบรวมสิ่งที่ได้สัมผัสและความรู้สงสัย เป็น "นิทานพื้นถิ่น" เพื่อบอกเล่าถึงจุดที่อยู่ศูนย์กลางของหมู่บ้าน อันอยู่ในเขตปกครองเดี่ยวกันกับฉัน

ฉันขอขอบคุณผู้เป็นที่มาทั้งหมดของนิทานเรื่องนี้ ของคุณ "ผศ.ชานนท์  ไชยทองดี" ที่ให้ฉันได้ทำงานในส่วนที่เรียกว่า "ภาคสนาม" ช่วงที่เรียนระดับปริญญาตรี ขอบคุณ "คุณตาของฉัน (นายสิงห์  คงทน)" ที่พาไปยังพื้นที่นี้จนงานสำเร็จ ขอบคุณ "คุณพ่อคูณ  บุญเต็ม และคุณแม่จันทร์  ผ่องใส" ผู้บอกเล่าเรื่องราวในสมัยที่ท่านได้อยู่ ณ ที่แห่งนี้ ขอบคุณ "เพื่อนร่วมทาง (ปู เมธินี)"  ที่เป็นฝาแฝดของฉันและทำหน้าที่ขับรถให้คุณตานั่งอย่างปลอดภัย  ขอบคุณ "สถานที่โนนยาง บ้านทุ่งใหญ่ ต.บ้านไทย อ.เขื่องใน จ.อุบลฯ" ที่เป็นพื้นที่ให้ฉันได้ศึกษา และขอขอบคุณ "ตัวฉันเอง" ที่กล้าและตั้งใจทำงานจนสำเร็จ..

นิทานพื้นถิ่นบ้านทุ่งใหญ่ : โนนยาง
เล่าโดย : คุณพ่อคูณ  บุญเต็ม  อายุ 85 ปี  และคุณแม่จันทร์  ผ่องใส  อายุ 82 ปี  บ้านเลขที่ 142                  หมู่ที่ 9 บ้านทุ่งใหญ่ ตำบลบ้านไทย  อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี
"คุณพ่อคูณ  บุญเต็ม และคุณแม่จันทร์  ผ่องใส"

นิทานพื้นถิ่นบ้านทุ่งใหญ่ ตำบลบ้านไทย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เรื่องโนนยาง ข้าพเจ้าได้เขียนขึ้นตามคำบอกเล่าของคุณพ่อคูณ  บุญเต็ม  และคุณแม่จันทร์  ผ่องใส  ซึ่งทั้งสองท่านได้เล่าว่า  ในสมัยก่อนขณะที่ท่านยังเป็นเด็ก  อายุประมาณ 8-9 ปี ท่านเคยไปเล่นที่โนนยางกับพ่อแม่และก่อนหน้านี้ก็เคยไปเก็บปลาที่โนนยางเช่นกัน  ในตอนนั้นท่านไม่รู้หรอกว่าทำไมจึงมีปลามากมายกองเต็มพื้นดินในบริเวณของโนนยาง  ท่านรู้เพียงว่าทุกๆวันท่านต้องตื่นแต่เช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น  (เวลาประมาณ 05.00 น. – 06.00 น.) เพื่อไปเก็บปลาที่โนนยางมาทำปลาร้า
โนนยาง บ้านทุ่งใหญ่
วันหนึ่งระหว่างที่ท่านกำลังเก็บปลาอยู่นั้นท่านก็ได้มองไปที่สระน้ำใหญ่ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับโนนยางจึงได้ถามพ่อขึ้นว่า
          “ปลาที่พวกเรากำลังเก็บอยู่มาจากสระน้ำนั่นใช่ไหมพ่อ”
          พ่อลา (พ่อของคุณพ่อคูณ) จึงได้ตอบว่า “ปลาส่วนหนึ่งมาจากสระน้ำนั่น  แต่อีกส่วนหนึ่งคงมาจากที่อื่น” ด้วยความเป็นเด็กเมื่อท่านได้ยินคำตอบดังนั้นก็ไม่ได้สงสัยอะไรเกี่ยวกับสระน้ำอีก แต่สักพักหนึ่งก็ได้ถามพ่ออีกว่า
          “แล้วโนนยางทำไมจึงเกิดเป็นโนนยางหละพ่อ” เมื่อพ่อลาได้ยินที่ท่านถามก็หันมามองแล้วเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ “โนนยาง” ความว่า
          “โนนยางนี้ตั้งแต่ที่พ่อเกิดมาปู่ก็เล่าให้ฟังว่า ในสมัยที่พวกข่า หรือ ขอม (เขมร) เรืองอำนาจ พวกเขาศรัทธาเกี่ยวกับการสร้างบุญบารมี และในครั้งก่อนสมัยที่มีการสร้างพระธาตุพนม พวกข่า ขอม (ลักษณะคนข่า หรือ ขอม มีลักษณะตัวสูงใหญ่ เรียกกันว่า “คนแปดศอก”) บางส่วนที่ใฝ่ในการสร้างวัตถุมหาเจดีย์เพราะเชื่อว่าได้บุญมาก จึงได้พากันอพยพพร้อมกับเตรียมหินลักษณะต่างๆที่มีขนาดใหญ่ ข้าวของเครื่องใช้ที่มีค่า เดินทางดั้นด้นมาจนถึงบริเวณที่เป็นบ้านทุ่งใหญ่ในปัจจุบัน ก็ได้ทราบข่าวว่าพระธาตุพนมได้สร้างเสร็จแล้ว ดังนั้นพวกข่า ขอม จึงได้พากันตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่และให้ชื่อว่าบ้านขโมย (อ่านว่า ขะ-โหมย) ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบ้านทุ่งใหญ่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งช่วยกันขุดสระไว้ใกล้ๆกับที่อยู่ของตนเพื่อเป็นแหล่งน้ำและอาหาร แล้วนำดินที่ขุดขึ้นนั้นมาทับถมหินต่างๆรวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ที่มีค่า โดยถมไว้เป็นกองดินขนาดใหญ่เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าครั้งหนึ่งพวกตนก็ได้มีจิตศรัทธาที่จะสร้างพระธาตุพนมเช่นกัน ต่อมากองดินขนาดใหญ่นี้จึงได้ชื่อว่า “โนนยาง” ซึ่งเรียกตามต้นไม้ที่เกิดขึ้นบริเวณโนนแห่งนี้ และสระน้ำที่อยู่ถัดจากโนนยางก็เรียกชื่อว่า “สระปทุมทิพย์” ซึ่งเรียกตามความเชื่อใดไม่ปรากฏคำบอกเล่า”
พื้นที่จากโนนยางลงไปสู่สระปทุมทิพย์
สระปทุมทิพย์
          หลักฐานที่ปรากฏอันแสดงว่าพวกข่าหรือขอม เป็นผู้สร้างโนนยางขึ้นมาในสมัยก่อน ได้แก่ ใบเสมา และเสาบ้านหลักบ้าน ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี , หินเก่า ปัจจุบันอยู่ที่วัดสุปัฏนารามวรวิหาร จังหวัดอุบลราชธานี , หินลักษณะคล้ายหลักศิลา ซึ่งมีตัวอักษรขอมจารึกอยู่ ปัจจุบันอยู่ที่วัดศรีทอง จังหวัดอุบลราชธานี
        คุณพ่อคูณ และคุณแม่จันทร์ยังเล่าต่ออีกว่า ลักษณะของโนนยางในสมัยก่อนเป็นโนนดินขนาดใหญ่และสูงชันมาก มีทางเกวียนล้อมรอบ (ปัจจุบันเป็นถนนที่สัญจรไปมาในหมู่บ้าน) และมีต้นไม้ใหญ่มากมาย เช่น ต้นโพธิ์ศรี (ลักษณะเหมือนต้นงิ้วในเมืองนรก) ต้นกระบอกเพชรยักษ์  ต้นยางนา (มีรากขนาดใหญ่ซึ่งตัวคนสามารถหลบซ่อนลี้ภัยได้) ซาสู่ต้น (พืชสมุนไพร) ซึ่งพุ่มไม้แต่ละต้นจะมีนก กา แร้ง มากมายต่างมาทำรัง และตอนเช้าสัตว์เหล่านี้จะออกไปหาอาหารมาให้ลูกของพวกมันกิน ตอนนี้ท่านรู้แล้วว่าปลาที่ไปเก็บบริเวณโนนยางมาจากนก กา แร้ง ที่มันคาบมาให้ลูกมันกินแต่ทำตกพื้นดินนั่นเอง ทั้งนี้ท่านยังเล่าถึงความเชื่อและความศักดิ์สิทธิ์ของโนนยางอีกว่า โนนยางจะต้องเป็นที่แห่งความเคารพสักการะ (สันนิษฐานว่าเป็นแรงศรัทธาของพวกข่าหรือขอมที่จะสร้างพระธาตุพนม) ถ้าผู้ใดหลบหลู่หรือไม่ขออนุญาตก่อนกระทำการใดๆในหมู่บ้าน ผู้นั้นจะมีอันเป็นไป เช่น ปลัดบุญ มีนโยบายให้คนเฒ่าคนแก่เลิกเคี้ยวหมากเพื่อพัฒนาหมู่บ้านให้เจริญ จึงนำทีมชาวบ้านมาตัดพลูบริเวณโนนยาง พอค่ำคืนของวันนั้นปลัดบุญก็ล้มป่วยจนต้องมาขอขมาโนนยางจึงหายป่วย หรือนายสีโห โลภมากไปขุดดินบริเวณโนนยางเพื่อขโมยพระพุทธรูปองค์เล็ก เมื่อขุดได้จึงรีบขึ้นเกวียนหวังจะเดินทางเอาพระพุทธรูปไปขาย แต่พอขึ้นเกวียนฟ้าก็ผ่าลงมาที่ร่างนายสีโหเสียชีวิต ณ ทางเกวียนข้างโนนยาง จนสมัยหลวงปู่แสงท่านได้พาชาวบ้านมาขอขมาบอกกล่าวโนนยางว่าจะขอสร้างที่แห่งนี้ในการประกอบกิจทางศาสนา หลวงปู่ได้กระทำเช่นนี้ถึงสามครั้งจึงสำเร็จในการสร้างเป็นสถานที่ที่ควรเคารพประจำหมู่บ้านทุ่งใหญ่ โนนยางจึงเป็นโนนดินขนาดใหญ่กลางหมู่บ้านและมีสระน้ำอยู่ถัดกันไปเรียกว่าหนองใหญ่
บริเวณพื้นที่โนนยาง

ต้นไม้ที่อยู่บนบริเวณพื้นที่โนนยาง
          ในปัจจุบันด้วยระยะเวลาทั้งฝนตกทำให้น้ำไหลเซาะดิน หรือการทับถมที่ค่อยๆยุบตัวลง โนนยางจึงมีลักษณะสูงลาดเอียง ไม่สูงชันเท่าเดิม แต่ยังคงเป็นสถานที่ที่มีความศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวบ้านทุ่งใหญ่ เช่น เป็นสถานที่เลี้ยงปู่ตา โดยพิธีเลี้ยงปู่ตาของบ้านทุ่งใหญ่ จะกำหนดหลังจากประเพณีสงกรานต์ไปแล้ว เมื่อกำหนดวันแล้ว ผู้ชายจะมาทำความสะอาดบริเวณศาลา (ศาลปู่ตาอยู่บนโนนยาง) และเตรียมเครื่องเซ่น ได้แก่ เหล้า ข้าวต้มมัด ไก่ ไข่ เต่า ซึ่งต้องปรุงเป็นอาหารไหว้ปู่ตา รวมทั้งสิ่งอื่นๆที่ชาวบ้านเตียมมา ทั้ง ข้าวนึ่งสุก พืชไร่ต่างๆ เช่น เมล็ดข้าวเปลือก เมล็ดข้าวโพด ถั่ว งา ใบไผ่ และเตรียมดอกไม้ธูปเทียนเพื่อบูชา ในการประกอบพิธีไหว้ปู่ตาจะมีพ่อจ้ำเป็นผู้ทำพิธี หลังจากนั้นก็จะหว่านพืชไร่ และชาวบ้านร่วมกันปล่อยตาตัวเล็กๆและปลาไหลลงสู่สระน้ำ คือ หนองใหญ่ ใกล้โนนยาง
ลักษณะความลาดชันบริเวณโนนยางและสภาพพื้นที่ในปัจจุบัน










ประเพณีไหลเรือไฟ ของเฮา (บ้านชาติ ต.บ้านไทย อ.เขื่องใน จ.อุบลฯ)


"ไทยอีสานเเฮานี้ มีของดีอยู่หลายบ่อน ออนซอนข้าวในนาอีกทั้งปลาในน้ำให้คนเฮาได้เฮ็ดกิน ผักในป่าพร้อมเห็ดดงดอน เก็บมาเฮ็ดตั้งแต่ก่อนกี้ สู่มื้อนี้ยังคือเก่า คนบ้านเฮาฮักษาสืบฮอยตา วาฮอยปู่ ประเพณีวัฒนธรรมอันล้ำค่าจั่งยังมาให้ลูกหลาย...พี่น้องเอ้ย"

หากกล่าวถึงวิถีชีวิตของคนอีสาน ในบทความนี้ฉันนึกถึง "ความเป็นบ้านฉัน" รอยยิ้มที่ถูกส่งจากครอบครัวและญาติพี่น้อง รวมไปถึงผู้คนในหมู่บ้านเดียวกัน อันสะท้อนให้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างที่ถูกซ่อนไว้ด้วยความหมายและนัยยะของการแสดงออกผ่านร่่างกายและวัจนะ แต่สิ่งเหล่านี้ก็เปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในหมู่บ้าน ประเพณีวัฒนธรรมต่างๆเป็นสิ่งที่หล่อหลอมและแสดงถึงพลังของความเชื่อภายใต้การปฏิบัติ หรือที่เรียกว่า "การสืบทอด" ซึ่งท้องถิ่นของฉันเรียกการปฎิบัติเช่นนี้ว่า "สืบฮอยตา  วาฮอยปู่"

สืบฮอยตา  วาฮอยปู่ ในช่วงเวลาของการเข้าสู่ "วันออกพรรษา" หมู่บ้านของฉันยังคงให้ความสำคัญกับประเพณีภายใต้ความเชื่อที่ถูกถ่ายทอดผ่านวิถีการดำเนินชีวิตและการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ โดยเรียกกันว่า "ประเพณีไหลเรือไฟ" ซึ่งฉันได้ทำหน้าที่ "ลูกหลาน" ในการรับรู้และสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้มาเช่นทุกปี และปีนี้ (2559) ก็คงเช่นกัน...

สำหรับการถ่ายทอดเรื่องราว "ประเพณีไหลเรือไฟ" ครั้งนี้ ฉันได้นำมาจากประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้และสัมผัส (จนถูกฝังอยู่ภายใน) อันมาจากหลายบริบท ทั้งความสนใจ หน้าที่ และวิถีที่ต้องปฏิบัติ "อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"
.....................
..................... 
แต่ฉันก็ชอบและประทับใจใน "ความเป็นบ้านเฮา"

"ประเพณีไหลเรือไฟ 2558 ณ หมู่บ้านชาติ ตำบลบ้านไทย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี"
โดยการอ้างอิงจากส่วนหนึ่งในบทความของฉัน "มันทนา  ขุมกลาง" โดยมีหัวข้อบทความชื่อ "ไหลเรือไฟ ของชาวบ้านชาติ เขื่องใน อุบลราชธานี   วิถีชุมชนกับการสื่อความหมายด้านความเชื่อและบทบาทการสร้างอำนาจทางสังคม" ที่ได้เขียนขึ้นในปีที่ผ่านมา (2558)  ซึ่งบทความนี้ฉันได้สร้างสรรค์จากการเรียนในช่วงปริญญาตรี ขอขอบคุณ "ผศ.ชานนท์ ไชยทองดี" ผู้เป็นที่มาของการเขียนบทความ ขอขอบ "คุณครอบครัว ญาติพี่น้อง และผู้คนในหมู่บ้าน" ที่สนับสนุน ให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งให้เกียรติเป็นองค์ประกอบของประเพณีไหลเรือไฟ และขอขอบคุณหมู่บ้านของฉัน "บ้านชาติ ต.บ้านไทย อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี" ที่เป็นพื้นที่ให้ฉันได้เรียนรู้หลายๆสิ่งที่ดีของ "ความเป็นอีสาน"  
...
...
*เนื้อหาในบล็อคนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากบทความเท่านั้น
...
...
"ปล่อยเฮือไฟ  หรือไหลเรือไฟ"  เป็นประเพณีของชาวบ้านชาติ  ตำบลบ้านไทย  อำเภอเขื่องใน  จังหวัดอุบลราชธานี  ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งที่บริเวณรอบหมู่บ้านทางด้านทิศตะวันตกที่มีแม่น้ำชีไหลผ่าน  ซึ่งการไหลเรือไฟเป็นแนวปฏิบัติของชาวบ้านที่สืบต่อกันมาด้วยความเชื่อ  ความศรัทธาและเป็นข้อบังคับในวิถีวัฒนธรรมประเพณี  จัดขึ้นในทุกๆปีหลังจากออกพรรษา  คือ  วันแรม  ค่ำ  เดือน  11  โดยปรากฏในลักษณะของการสร้างวัตถุจากนามธรรม  คือ  คำบอกกล่าว  เพื่อนำไปสู่รูปธรรมตามความคิดของชาวบ้านอันตั้งอยู่บนพื้นฐานของเรื่องราวที่เรียกว่า  มุขปาฐะ  ซึ่งมีความเกี่ยวข้องด้านความเชื่อโดยเริ่มตั้งแต่สถานที่  บุคคล  สิ่งของ  และเวลา  ซึ่งล้วนต่างเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นเรือไฟนั้นมีความหมายที่แฝงอยู่  และนำไปสู่การกำหนดแบบประพฤติปฏิบัติในเชิงของวัฒนธรรมประเพณีที่เชื่อมโยงกับอำนาจลี้ลับ  ความเชื่อ  ตลอดจนจิตปรารถนาของชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่น  ทั้งนี้การไหลเรือไฟหรือที่ชาวบ้านมักเรียกกันว่า  “ปล่อยเฮือไฟ”  นั้น  ยังแสดงให้เห็นถึงเรื่องราวของอำนาจที่ซ่อนอยู่เหนือธรรมชาติภายใต้บริบทของชุมชน  ซึ่งมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านอันเป็นการสร้างเครื่องมือเพื่อเตือนสติชาวบ้านให้เห็นคุณค่าอำนาจ  และแนวปฏิบัติแบบชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างกลไกหรือแรงขับกระตุ้นให้บุคคลรู้สึกตัว  มีสติ  อันนำไปสู่การรู้จักกำหนดควบคุมตนเองให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นบนวิถีชุมชนที่เป็นไปในลักษณะเดียวกัน นอกจากนี้  การปล่อยเฮือไฟ  หรือไหลเรือไฟ  ยังมีบทบาทในการสร้างอำนาจทางสังคม  กล่าวคือ  ชาวบ้านได้นำคำบอกกล่าวที่ได้เล่าสืบต่อกันมานั้นมาสร้างเป็นรูปธรรมให้เกิดความหมาย  เพื่อสื่อให้เห็นถึงการแสดงตัวตนในชุมชน  การออกรับหน้าที่เพื่อเป็นกลไกในการสร้างความเชื่อมั่น  สร้างแรงจูงใจ  หรือในอีกแง่มุมหนึ่งก็เป็นการสร้างเครื่องมือในการจัดการกับอำนาจทางด้านการปกครองกันเองภายใต้บริบทของชุมชนที่เปลี่ยนแปลงทางสังคม
การแสดงตัวตน บทบาท และหน้าที่ของผู้นำพร้อมทั้งสมาชิกในหมู่บ้านในการสร้าง "เรื่อไฟ"

เรื่องราวของการไหลเรืือไฟในหมู่บ้านฉัน เกิดขึ้นตั้งแต่ความเชื่อที่ถูกสืบถอดผ่านวิถีปฏิบัติ ไปสู่การรวมตัวของสมาชิกในหมู่บ้าน การสร้างสัญลักษณ์ (เรื่อไฟ) และการดำเนินงานจนเสร็จสิ้น โดยมีผู้ใหญ่บ้านเป็นศูนย์การรวมตัว
สาคร  ยอดบุญ  ปราชญ์ชาวบ้านในหมู่บ้าน (และเป็นน้าของฉัน) เล่าว่า  แต่ก่อนแต่กี้เฮือไฟมันเป็นการเฮ็ดเพื่อเอาความโชคร้าย สิ่งบ่ดี  ความทุกข์  ความโศกเศร้าและกะโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายทั้งปวงนั้นไปปล่อยลงน้ำ  แต่ว่ากะบ่ได้มีแค่ว่าเอาสิ่งบ่ดีในตัวของเฮาไปปล่อยถ่อนั้น  การปล่อยเฮือไฟมันยังเป็นการขอขมาลาโทษแม่น้ำชีที่ชาวบ้านเฮาได้ปล่อยของเสีย  ขยะสิ่งสกปรก  ลงในน้ำตอนที่มาหากิน  หรืออีกอย่างหนึ่งกะขอบคุณแม่น้ำชีที่เพิ่นเป็นหม่องหาอาหารเลี้ยงชีวิตชาวบ้านเฮา  และกะเรื่องที่สำคัญที่สุดของการปล่อยเฮือไฟ  กะคือการอุทิศหรือส่งข้าวของ  เครื่องใช้  เงิน  พร้อมกับอาหารไปให้บรรพบุรุษที่ตายไปแล้ว  เพื่อสิให้เพิ่นมีแนวใช้ในชีวิตภพภูมิหน้าของเพิ่น  ส่วนการเฮ็ดรูปร่างของเฮือไฟกะบ่มีหยังหลายขอแค่ให้มันลอยได้  สิ่งที่เอาไปลอยกะคือต้นดอกเผิ่ง  ผู้ใหญ่เพิ่นสิเลือกเอาต้นที่งามที่สุดของมื้อแห่ต้นดอกเผิ่งวันออกพรรษานั้นมาไว้ถ้าใส่แพลอยชาวบ้านเผิ่นกัสิตั้งใจเฮ็ดต้นดอกเผิ่งของเจ้าของให้งามๆ  ก่อนมื้อสิเฮ็ดกะประมาณเดือนหนึ่ง  ชาวบ้านบ้านผู้ได๋สิเฮ็ดนิเพิ่นสิออกหาต้นกล้วยตานีใหญ่จับจองกัน  เพราะว่าถ้าต้นกล้วยใหญ่มันกะสิเฮ็ดต้นดอกเผิ่งได้งาม  จนมาฮอดสู่มื้อนิบ้านเฮากะยังเอาต้นกล้วยมาเฮ็ดต้นดอกเผิ่ง  และกะเฮ็ดใส่เฮือไฟ  รูปร่างของเฮือกะเลยแปรเปลี่ยนไปเรื่อยไปตามความคิดของชาวบ้านผู้เฮ็ด  จากแพไม้ไผ่กะมาเป็นเฮืองามๆ  พร้อมกับประดับตกแต่งด้วยดอกไม้แหน่  พวงมาลัยแหน่นั่น หล่ะ

 
ชาวบ้านร่วมกันสร้างเรือไฟ
จากประวัติเรื่องราวการปล่อยเฮือไฟหรือการไหลเรือไฟของชาวบ้านชาติ  ตำบลบ้านไทย  อำเภอเขื่องใน  จังหวัดอุบลราชธานี  จะเห็นได้ว่าชาวบ้านมีความผูกพันกับธรรมชาติ  ความสัมพันธ์ทางด้านการดำรงชีวิตที่ต่างอยู่ร่วมกับทรัพยากรสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ชาวบ้านและระบบนิเวศนั้นเอื้อประโยชน์ต่อกัน  โดยการทำเรือไฟ  ชาวบ้านต้องใช้ต้นกล้วยทั้งที่ปลูกเองตามข้างรั้วบ้านเรือนหรือที่เกิดขึ้นเองตามริมแม่น้ำชี  มาเป็นส่วนประกอบหลักในการทำเรือไฟ  ส่วนฐานหรือโครงร่างของเรือไฟนั้นก็ใช้ไม้ไผ่ที่ขึ้นตามขิมฝั่งแม่น้ำชี  ทั้งไม้ไผ่ลำสีเขียวบ้าง  หรือลำสีน้ำตาลบ้าง  เพื่อใช้ถ่วงน้ำหนักให้สมดุลสำหรับการรองรับน้ำหนักของแพจากตันกล้วยตานีที่ใช้เป็นฐานของเรืออีกชั้นหนึ่ง

ลักษณะของเรือไฟที่สร้างเสร็จแล้ว
ทั้งนี้ในกระบวนการของการไหลเรือไฟ  สถานที่ที่นำเรือไฟไปปล่อยลงสู่แม่น้ำชีนั้น  เป็นสถานที่ที่ชาวบ้านต่างได้สัมผัสกับบรรยากาศของทรัพยากรธรรมชาติทั้งป่าไม้  สัตว์ป่า และความเย็นจากลำน้ำชี  ซึ่งเรียกว่าท่าน้ำชี  ในวันของการไหลเรือไฟชาวบ้านส่วนหนึ่งชาวบ้านส่วนหนึ่งต่างมุ่งหน้าไปสู่ท่าน้ำชีตั้งแต่ตอนเช้า  เพื่อไปทำความสะอาด  ปัดกวาดเช็ดถู  บริเวณศาลาท่าน้ำชี  รวมทั้งตัดเครือไม้เพื่อสร้างทางลงสู่แม่น้ำชี  ส่วนชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งเมื่อถึงเวลาสายๆต่างก็ทยอยกันไปที่ท่าน้ำชีเช่นกัน  แต่ชาวบ้านส่วนหลังจะเดินทางไปพร้อมกับเสบียงอาหาร  ถ้วยชาม  เสื่อ และสิ่งของอื่นๆ  ที่สำคัญคือเดินทางไปพร้อมกับเรือไฟที่ถูกจัดขึ้นรถไถแล้วนำไปสู่ท่าน้ำชี  วิถีชีวิตของชาวบ้านในวันแรม  ค่ำ  เดือน  11  นี้ล้วนใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ  ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าธรรมชาติลำน้ำชีในวันปล่อยเฮือไฟ  คือ  การได้หวนกลับมาบ้านเกิดของตนเองอีกครั้ง  เพราะภายในจิตสำนึกของชาวบ้านต่างตระหนักรู้โดยทั่วกันว่าพวกเขาจะได้ติดต่อกับบรรพบุรุษ  หรือญาติพี่น้องที่ตายไปแล้ว  แม้ไม่ได้เห็นด้วยตาแต่ก็สามารถสื่อสารโดยที่บรรพบุรุษญาติพี่น้องเหล่านั้นรับรู้  นอกจากนี้การสร้างความสัมพันธ์ทางธรรมชาติของชาวบ้านชาติ  ยังแสดงออกในลักษณะของการอนุรักษ์  สงวนไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติภายใต้บทบัญญัติพิธีกรรมทางศาสนา  โดยชาวบ้านชาติมีการถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์  มีการทำขวัญป่าตลอดจนชาวบ้านชาติร่วมกัน  กินข้าวป่า**  มีการจับปลาในแม่น้ำชีมาทำเป็นอาหาร  ทั้งนี้ความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านกับธรรมชาติที่เป็นจุดเด่นในการปล่อยเฮือไฟหรือไหลเรือไฟ  คือ  การนำเรือไฟไปลอยตามลำน้ำชี  ในจุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำนึกของชาวบ้านทั้งการขอขมาลาโทษแม่น้ำชีในสิ่งที่ได้ล่วงเกิน  การกล่าวขอบคุณแม่น้ำชีที่เป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์แก่ชาวบ้าน  และขอความเมตตาช่วยเหลือจากแม่น้ำชีให้นำสิ่งของที่บรรจุอยู่ในเรือไฟนี้ไปให้บรรพบุรุษญาติพี่น้องที่ได้ล่วงลับหรือตายไปแล้ว  หลังจากนี้เรือไฟก็จะลอยไปตามกระแสลำน้ำชีโดยไม่มีใครรู้ได้ว่าปลายทางของเรือไฟนี้จะสิ้นสุด  ณ  ที่แห่งใด


การไหลเรือไฟ ลงสู่แม่น้ำชี
ความเชื่อในองค์ประกอบของเรือไฟ
            ความเชื่อที่ผ่านองค์ประกอบของเรือไฟแต่ละสิ่ง  ล้วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของชาวบ้านและมีความหมายในการส่งสิ่งของเหล่านั้น  โดยองค์ประกอบของเรือไฟต่างมีความเชื่อโดยนัยแห่งความหมาย  ดังนี้
                   -  สถานที่ในการทำเรือไฟและประกอบพิธีไหลเรือไฟ  สำหรับสถานที่ในการทำเรือไฟคือ  วัด  ซึ่งเชื่อถึงการเริ่มต้นทำสิ่งต่างๆด้วยบุญกุศล  มีพยานสิ่งศักดิ์สิทธ์เทวดา และผู้มีอำนาจลี้ลับ  เป็นผู้ดูแลการทำงานให้สำเร็จ  ซึ่งเป็นการสร้างบุญกุศลแก่ชาวบ้าน  ส่วนสถานที่ที่ใช้ประกอบพิธีไหลเรือไฟนั้น  คือ  ท่าน้ำชี  ซึ่งต้องมีลักษณะเป็นโนนดินสูง  เพราะชาวบ้านเชื่อกันว่าเมื่อตนเองตายไปแล้วจะได้ไปอยู่ในภพภูมิที่สูงๆ
                    -  ปราสาทผึ้ง  หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า  “ต้นดอกเผิ่ง”  เป็นความเชื่อที่ชาวบ้านเชื่อว่าปราสาทผึ้งเป็นบ้านของตัวเราเอง  หากนำใส่เรือไฟจะเป็นการสร้างที่อยู่อาศัยให้แก่บรรพบุรุษและญาติพี่น้องที่ตายไปแล้ว  ทั้งยังเป็นการสร้างที่อยู่อาศัยให้กับตนเองในเมื่อคราวที่ตนเองต้องตายจะได้มีวิมานบนสวรรค์  (เพราะชาวบ้านต่างเชื่อกันว่าเมื่อตายไปจะได้อยู่บนสวรรค์)
                    -  บังสุกุล  ได้แก่  เสื้อผ้า  หมอน  เสื่อ  เป็นต้น  ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและญาติพี่น้อง  ทั้งยังเป็นการส่งบังสุกุลนี้ให้แก่บรรพบุรุษและญาติพี่น้องได้ใช้ในภพภูมิที่พวกเขาอยู่
                   เทียน  ธูป  และดอกไม้  เป็นเครื่องบูชาพระแม่คงคาในแม่น้ำชีเพื่อเป็นสัญญาณที่ชาวบ้านต้องการให้แม่คงคานำสิ่งของ  เครื่องใช้ต่างๆที่บรรจุอยู่ในเรือไฟนั้นไปส่งให้แก่บรรพบุรุษและญาติพี่น้องที่ได้ตายไปแล้ว  พร้อมทั้งเชื่อว่าเป็นแสงสว่างในการทำทางชีวิตให้ดำเนินชีวิตไปได้โดยราบรื่น
                   -  เสบียงอาหาร  เช่น  ข้าว  ปลาร้า  มะพร้าว  อ้อย  และอื่นๆ  เป็นความเชื่อด้านการอุทิศกุศลและการส่งอาหารให้แก่บรรพบุรุษและญาติพี่น้อง  เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นไม่ต้องลำบากแต่มีอาหารให้กินอย่างสมบูรณ์
                   -  ไม้ไผ่  และต้นกล้วย  เป็นความเชื่อด้านการสร้างความมั่นคงในวิถีการดำเนินชีวิตของชาวบ้าน  เชื่อว่าได้สร้างเกราะป้องกันภัยอันตรายต่างๆทั้งที่เกิดจากอำนาจลี้ลับที่มองไม่เห็นหรือภัยรอบตัวให้แก่ตนเอง  และเป็นการสร้างรากฐานชีวิตที่ไม่ต้องประสบกับความยากลำบาก
                   -  ปัจจัย  คือความเชื่อในการบริจาคทานเพื่อเป็นทุนทรัพย์ของชีวิตในภพภูมิหน้า  รวมถึงการคาดหวังให้มั่งมีในการประกอบอาชีพในปัจจุบัน
                   -  เส้นผม  เล็บ  ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นการนำสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายออกจากชีวิตของตนเอง  เป็นการปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บให้หายไป


องค์ประกอบของเรือไฟ
ความเชื่อในแนวปฏิบัติในการไหลเรือไฟ
                        แนวปฏิบัติในการไหลเรือไฟของชาวบ้าน  คือ  การอธิษฐานบอกกล่าวทั้งเทพเทวาอารักษ์  สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย  ที่สำคัญคือพระแม่คงคา  ด้วยความเชื่อที่ชาวบ้านต่างเชื่อกันว่าเป็นการอ้อนวอน  ขอความเมตตา  ขอความช่วยเหลือให้อำนาจดังกล่าวบันดาลดลให้ชีวิต  และคำอธิษฐานต่างๆที่ปรารถนาของชาวบ้านนั้นเป็นจริง  ทั้งยังเชื่อว่าเป็นการติดต่อสื่อสารกับอำนาจลี้ลับเหล่านั้นด้วยความสำรวม  เคารพ  ซึ่งหากชาวบ้านได้อธิษฐานบอกกล่าวแล้วชีวิตย่อมจะพบกับความสุข  ความเจริญ
                   นอกจากนี้แนวปฏิบัติในการไหลเรือไฟยังมี  การตัดเล็บ  นำเส้นผม  หรือเอาปั้นข้าวเหนียวมาจ้ำๆตามบริเวณ หรือส่วนต่างๆของร่างกายที่ไม่สบาย  แล้วนำไปไว้ในเรือไฟ  เพราะชาวบ้านชาติเชื่อว่า  การกระทำดังกล่าวเป็นการนำสิ่งไม่ดี  นำสิ่งชั่วร้าย  ตลอดจนโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ  ให้หายไปจากชีวิตของตน  ซึ่งเป็นการบรรเทาทุกข์และปัดเป่าภัยอันตรายให้หนีไปในขณะที่กำลังประกอบอาชีพนั่นเอง

วิถีปฏิบัติของชาวบ้าน ที่แสดงออกถึงความเชื่อกับการไหลเรือไฟ